บทที่ 8 แม่แยะ

ตอนที่ 8 แม่แยะ

“มะม่วงเหงา มะนาวเงี่ยน...”

“ฮะ! มะ...มะอะไรนะ?”

ถึงผมจะไม่ใช่คนมีความรู้เรื่องพืชผักอะไรมากนัก แต่ผมมั่นใจว่ามันไม่มีชื่อผลไม้ชนิดนี้ในเมืองไทยแน่นอน มีอย่างที่ไหนชื่อติดเรทสิบแปดบวกขนาดนี้ นี่ถ้ากินเข้าไป ไม่ต้องมานั่งเงี่ยนกันทั้งวัน ทั้งคืนหรือยังไง

“ถ้าอย่างนั้น มะม่วงเหงา มะนาวหงอยก็ได้ แต่อันนั้นให้ไก่กินไม่ได้หรอกนะ มันเปรี้ยวเกินไป” เจ้าตัวเล็กเดินมาแล้วเด็ดผลไม้ลูกสีชมพูดูน่ากินยัดใส่เข้ามาในปาก ผมถึงได้คำตอบว่าทำไมไก่ไม่ชอบกิน เพราะมันเคี้ยวจนเสียวฟันจริง ๆ นั่นแหละ

“นั่นอะไร”

ผมเดินอุ้มมะละกอมายืนเอียงคอ มองคนที่นั่งยองลงไปใช้ตะกร้าพลาสติกที่ในอดีตมันน่าจะเคยเป็นตะกร้าใส่ขนมจีนมาก่อน เจ้าแก้มป่องช้อนใบอะไรเขียว ๆ ขึ้นมาจากร่องน้ำ

“อันนี้แหนแดง เอาไปผสมให้ไก่กิน ไก่ในฟาร์มกินอันนี้ทุกตัว โปรตีนสูง ไม่ต้องพึ่งหัวอาหารราคาแพง ๆ เลย” แหนสีเขียวถูกช้อนใส่ลงไปในกะละมังตามด้วยลูกตำลึงสุกที่ขึ้นอยู่ข้างรั้วไม้ไผ่อีกหลายลูก เจ้าตัวจ้อยยังชี้นิ้วสั่งให้ผมไปวิ่งเก็บลูกตะขบที่ร่วงตกอยู่ใต้ต้น มาผสมใส่ลงไปในกะละมัง จากนั้นมานั่งสับมะละกอสุกคลุกกับหัวอาหารแล้วเอาไปใส่ในรางภายในเล้าไก่ ส่วนผมเดินถือตะกร้าหวายเข้าไปเก็บไข่ที่มันไข่ทิ้งเอาไว้ในลังซึ่งด้านล่างรองไว้ด้วยฟาง

“อืมมม ไม่รู้ว่าพี่ภูมิจะกลับกี่โมง ในครัวมีแต่ไข่ ข้าวนึ่งก็เย็นหมดแล้วกินไม่อร่อย เอาอย่างนี้มั้ย คุณไปกินข้าวข้างในโน้นกับผมดีกว่า รอพี่ภูมิกลับมาคุณค่อยขี่มอเตอร์ไซต์กลับมานอน” เจ้าเด็กแดนดินเดินเท้าแอ่นไปรอบบ้านเปิดตู้นั้น ตู้นี้บ่นไปเรื่อยเปื่อย

“แล้วบ้านนายมีข้าวให้กินเหรอ”

“มีสิ แม่ทำไว้ให้ผมทุกวันแหละ ปะ..ไปกินข้าวกัน”

มือเล็กล้วงเหรียญบาทออกมาจากกระเป๋าจากนั้นเอาขอบเหรียญไปแหย่เข้าไปตรงร่องเล็ก ๆ ของรูกุญแจแล้วออกแรงบิด เสียงแต๊ก ๆ ฮึ่ม ๆ ของรถมอเตอร์ไซต์เก่าจึงกลับมาดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง

การลาพักร้อนของผมคราวนี้ถือเป็นการเปิดโลกทัศน์มันวิปลาสแปลกประหลาดที่สุดในชีวิต อะไรไม่เคยรู้ก็รู้ อะไรไม่เคยเห็นก็ได้เห็น ผมซ้อนมอเตอร์ไซต์ที่เจ้าเด็กนี่ใช้พาเที่ยวตลอดทั้งวัน กลับมายังมีสุขฟาร์มสเตย์ซึ่งอยู่ลึกเข้ามาด้านใน เห็นคนงานหลายคนกำลังปั่นจักรยานบ้าง ขี่รถมอเตอร์ไซต์แบบพ่วงข้างบ้างทยอยออกจากพื้นที่เพราะคงถึงเวลาเลิกงาน

“แม่ แดนกลับมาแล้ว” เจ้าตัวเล็กเดินกระโดดโลดเต้นไปยืนเท้าเอวอยู่ตรงโต๊ะซึ่งด้านบนมีฝาชีครอบสำรับกับข้าววางอยู่

“กลับมากันแล้วเหรอ แม่เย็บกางเกงให้แล้วนะคะ ซักตากอยู่ราวหลังบ้าน ส่วนกับข้าวอยู่บนโต๊ะ”

“นี่...ทำไมแม่นายเยอะจัง”

แม้ไม่ต้องสาธยายอธิบายเพิ่มเติม ผมก็มองออกว่า แม่ ทั้งหลายที่เจ้าเด็กแดนดินเรียกหานี้ไม่ใช่แม่บังเกิดเกล้า เพราะไม่มีเค้าโครงรูปหน้าเหมือนกันแม้แต่ปลายเล็บ ซ้ำคนพวกนั้นยังเรียกเจ้าตัวแสบว่า คุณหนูแดน ยิ่งทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า หรือไอ้เจ้าเด็กเปรตคนนี้จะเป็นลูกคุณหนูเจ้าของฟาร์มสเตย์ตัวจริง มันติดอยู่ตรง ลูกคุณหนูเจ้าของฟาร์มใหญ่ขนาดนี้จะมาทำตัวกากๆ ใส่กางเกงเก่ายางย้วย อวดไข่ปลิ้นอย่างนี้จริง ๆ นะหรือ

“แม่แยะ แล้วผิดเหรอ” ไอ้เด็กแม่เยอะเอียงคอหันมาขมวดคิ้วมองผมเหมือนจะยิ้มเยาะ

“เออ ช่างนายเถอะ ฉันไม่ยุ่งกับแม่นายก็ได้”

“ว้าว...นี่มันสุดยอดไปเลย” มือบางตบแปะ ๆ แล้วหันมากวักมือเรียกให้ผมไปนั่งลงยังเก้าอี้ใกล้กัน

“ปู? แค่นี้อะนะ”

ผมเดินมาชะโงกหน้ายืนมองปูนาตัวกะจ้อยร่อยสี่ห้าตัวซึ่งถูกปิ้งจนกระดองกลายเป็นสีส้มสด แกะกระดองออกมาวางแบไว้บนจาน ในจานสังกะสีด้านข้างมีปลาหมอย่างตัวเกรียมยังค้างอยู่ในไม้หนีบอีกสามสี่ตัว ชามบิ่นมีต้มอะไรสักอย่างน้ำใสเหมือนต้มยำ แต่ดันใส่ผักชีเส้นฝอย ๆ ลอยจนเต็มชาม กับข้าวเหนียวกระติบเล็กซึ่งอันอุ่น ๆ อยู่วางเตรียมไว้ให้ด้านข้างสำรับ

“นี่สิของเด็ด” เจ้าตัวเล็กวิ่งไปล้างมือในซิ้งค์ล้างจานสเตนเลสจากนั้นเดินเอามือเช็ดตูดกางเกงจนแห้ง แล้วล้วงมือลงไปจกข้าวเหนียวมาปั้นใหญ่จิ้มใส่ลงไปในกระดองปูซึ่งอัดแน่นไปด้วยมันสีเหลือง

“อร่อยขนาดนั้นเชียว” ผมนั่งลงแล้วเอื้อมมือไปหยิบข้าวเหนียวนุ่มมาหยุมลงตรงกลางฝ่ามือแล้วปั้นมันให้เป็นก้อนกลม จิ้มลงไปในกระดองปูเพราะอยากลองชิมดูบ้าง

รสชาติเค็มนิด ๆ ไม่ได้มีอะไรพิเศษสักอย่าง นอกจากกลิ่นหอมของมันปูกับกลิ่นไหม้เหมือนเวลาเราเอาอะไรไปย่างไฟอย่างนั้นแหละ แต่แปลกตรงที่ไอ้ความง่าย ๆ อย่างนี้ ไม่มีเครื่องปรุงอะไรเพิ่มเติมกลับมีเสน่ห์เหลือเกิน

“แล้วนายพักที่นี่คนเดียวอย่างนั้นเหรอ” ผมเงยหน้าขึ้นไปมองบ้านน็อกดาว์นนั้น ก่อนจะหันไปมองฟาร์มปลูกผักออร์แกนิกใหญ่ ซึ่งพอตกค่ำมันก็วังเวงน่ากลัวไม่น้อยเลย

“มีคนงานเฝ้าสวนนอนในโน้นสองคน กับมีพี่ภูมิไง”

“ห่างกันตั้งเป็นกิโล ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นเขาจะมาช่วยนายทันหรือไงล่ะ”

“แล้วมันจะเกิดอะไรล่ะ คนแถวนี้ก็รู้จักกันหมดทุกคน มีแต่คุณนั่นแหละเป็นคนแปลกถิ่นคนเดียว”

หลังจากกินข้าวอิ่มแล้ว เจ้าตัวป่วนออกมายืนชะเง้อคอกระโดดเหย็ง ๆ มองไปตามทางกลับบ้านพักจากนั้นหันมาบอกว่าเดี๋ยวจะขี่มอเตอร์ไซต์กลับไปส่งผมที่บ้าน เพราะระยะทางนั้นห่างกันมากพอสมควร แต่พอคิดไปคิดมาถ้าแดนดินไปส่งผม ขากลับผมก็ต้องพะวงเป็นห่วงไอ้เจ้าตัวแสบที่ต้องขี่รถกลับมาคนเดียวมืด ๆ อยู่ดี จนในที่สุดเราสองคนตกลงกันว่าแดนดินจะไปนอนค้างที่บ้านมุงแฝกกับผมด้วย

“นี่ทำไมพี่ภูมิของนายถึงยังไม่กลับมาอีกล่ะ” ผมเดินออกมาจากห้องน้ำแล้วไปยืนส่องบ้านไม้ใต้ถุนยกสูงที่ยังคงปิดไฟมืดสนิท

“จะรู้มั้ยล่ะ ผมก็อยู่กับคุณนี่”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป